วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

จุดจบของนักรบที่ถูกครอบงำด้วยอวิชชา

จุดจบของนักรบ
            จากการที่พระไตรปิฎกของเรานั้น เป็นคลังของสรรพวิชา เป็นขุมทรัพย์
แห่งความรู้อย่างแท้จริง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง จึงย้ำนักย้ำหนาให้
ศึกษาพระไตรปิฎกให้ดี(นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมงุนงงสงสัย พวกที่บอก
ว่าวัดพระธรรมกายสอนผิด ๆ ตั้งแต่ผมเข้าวัดมาหลายสิบปี ท่านก็สอน
แต่ให้ผมอ่านพระไตรปิฏก) ด้วยความเคารพในครูบาอาจารย์ หากมีเวลา
ผมจึงไม่พลาดที่จะคว้าพระสูตรขึ้นมาอ่าน
            ดูสารบัญแล้วเห็นว่าช่วงนี้มีเรื่องรบรากัน เลยหาดูว่าจะมีเรื่องอะไร
ที่เกี่ยวข้องกับการรบบ้างไหมแล้วก็พบพระสูตรที่น่าสนใจ ชื่อว่า
                        โยธาชีวสูตร ว่าด้วยปัญหาของนักรบอาชีพ
            กล่าวโดยย่อ พระสูตรนี้เป็นเรื่องของนักรบอาชีพ เข้าไปถามพระพุทธองค์
ว่า พวกอาจารย์รุ่นก่อน ๆ ของตนล้วนแต่บอกว่า หากนักรบคนใดมุ่งมั่นฆ่าคน
ให้มากยิ่งมากเท่าไร เมื่อตายไปจะได้ไปเป็นสหายของเทวดา ในเรื่องนี้พระองค์
มีความเห็นอย่างไร พระบรมศาสดาก็นิ่งไม่ตอบ ห้ามอยู่ จนกระทั่งครั้งที่ 3
พระองค์เห็นว่าอยากรู้นักใช่ไหม เลยตอบให้ชัด ๆไปเลยว่า ลองคิดดูนะว่า หาก
ใครที่คิดจะฆ่าผู้อื่น ต้องตั้งจิตไม่ดีไว้แล้วว่าจะฆ่าเขาอย่างไร จะฟัน จะแทง จะ
ทรมาน จะใช้อาวุธอะไร ทำวิธีไหน รับรองตายไปมีคติแค่สองคือ นรก กับ
การมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
            พอพระบรมศาสดาตรัสเสร็จ นักรบอาชีพท่านนี้ น้ำตาไหลพราก ๆ
เสียอกเสียใจว่าถูกคนรุ่นก่อน ๆ หลอกลวง  เกิดความซาบซึ้งในธรรมะของ
พระองค์ว่าประดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด จุดประทีปในที่มืด บอก
ทางแก่คนหลงทาง ว่าแล้วก็เลยขอถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต
            อ่านเรื่องราวจบ ภาพที่เกิดในใจของผมคือ การรบอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ปล่าวครับ ไม่ใช่การรบในสนามรบทั่วไป ไม่ได้ใช้ปืนผา
หน้าไม้ แต่เป็นการรบในกระดานชนวนอิเลคทรอนิค(ก็คอมพิวเตอร์นี่แหละ)
ผมนึกถึงนักรบที่ถูกพรรคพวกหลอกว่า ให้กล่าวร้ายพระสงฆ์ ให้ห้ำหั่นคน
ที่ไม่เห็นด้วยกับตน ยิ่งเล่นงานได้หลาย ๆ องค์ยิ่งเป็นการดี ใช้คำหยาบคาย
ด่าว่าพระสงฆ์ มีการเปรียบเปรยราวท่านไม่ใช่มนุษย์ ทั้งที่ท่านเป็นผู้มีศีล
มากกว่าตนไม่รู้กี่เท่า บางคนก็ทะนงตนว่ามีความรู้มากกว่า บางคนก็ทะนง
ตนว่าตนเองมีศักดิ์มีฐานะที่สูงกว่า บางคนแม้กายจะเป็นพระแต่การกระทำ
กลับสวนทางเพศภาวะของตน แล้วยังกล้าประกาศตนจ้วงจาบพระมหาเถระ
สนับสนุนผู้ทำผิด บางคนก็กล้าให้ร้าย กล่าวคำเท็จต่อครูบาอาจารย์ในที่
สาธารณะโดยปราศจากความละอาย  บางคนก็ใช้ความน่าเชื่อถือว่าตนเอง
จบกฎหมายออกมาชี้นำสังคมให้เห็นผิด บางพวกเมื่อถูกยกว่าเป็นปราชญ์
ก็เลยทะนงตน ออกมาถล่มพระผู้ใหญ่อุตลุด
            ผมนึกถึงภาพว่าบุคคลเหล่านี้ แต่ละวันแต่ละคืนที่ล่วงผ่านไป คง
จะคิดแต่วิธีการ คิดแต่คำพูดที่จะมาจัดการชี้นำสังคมให้เห็นผิดตามไปด้วย
ในใจนั้นคงสั่งสมความหมองมากเข้ามากเข้าไปทุกที  หรือบางคนคงไม่ใช่
หมองแล้ว คงเป็นความมืดดำ จนยากจะเกินเยียวยา
            นักรบในพระสูตรยังมีบุญที่ได้พบพระบรมศาสดา ได้มีโอกาสฟัง
ธรรมแล้วตรองตาม จนเกิดสัมมาทิฏฐิ แต่นักรบที่ผมกำลังกล่าวถึงจะ
มีใครหนอ ไปชี้ทางสว่างให้ ว่าการกระทำนั้นมันบาปมหันต์ในการที่
ไปว่าร้ายผู้มีศีลมากกว่าตน ใครหนอจะเป็นผู้ไปเขี่ยเอาธุลีในดวงตาให้
หลุดออกไปได้
            เป็นห่วงครับ เป็นห่วงจริง ๆ ว่าจุดจบของชีวิตหลังความตาย มีคติน่ากลัวครับ น่ากลัวยิ่งกว่านักรบในพระสูตรเสียอีก


ปรัศนี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น