วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

วัดพระธรรมกายที่ฉันรู้จัก

ฉันรักวัดทุกวัดในเมืองไทยและในต่างประเทศทั่วโลก แม้ต่างนิกาย เพราะฉันคิดว่าวัดคือสถานที่ที่ทำให้คนมีความสุขในชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง เหมือน ๆ กับที่ชาวต่างศาสนิกเขาก็มีที่ไปเก็บเกี่ยวความสุขของเขา ดังนั้นวัดพระธรรมกายที่ฉันเห็นก็เป็นวัดวัดหนึ่งที่คนไปที่นี่แล้วเขาก็เต็มใจไปกัน บางครอบครัวก็ไปกันทั้งวัน บางครอบครัวไปแค่ คนเดียว 2 คนบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา ของคนทั่วไป
ถ้าวันนี้วัดพระธรรมกาย อายุ แค่ 46 ปี แต่คนไปกันมากถึง เป็นหลักแสนก็นับว่าโตเร็วมากเลย และนับวันคนก็จะมากขึ้น เขาไปเป็นครอบครัวกันมากขึ้น เพราะตอนกลางวันเขาจะนั่งทานข้าวร่วมกันเป็นครอบครัว มีแม้แต่เด็กแบเบาะเขาก็เอาไปวัดพระธรรมกายนะคะ เพราะเขาคิดว่าจะทำให้เด็กได้บุญ เขายิ่งรักมากเขาก็ยิ่งเอาไปค่ะ วัดพระธรรมกายจะสอนจากง่ายไปหายาก เช่น ช่วงแรก ก็ไม่บอกอะไรมาก พอนานเข้าก็สอนให้คัดแยกขยะ ที่เรียกว่าเพชรพลอย ค่ะ ก็เหมือนต่างประเทศนะคะ ที่เขาให้ความสำคัญในการแยกขยะค่ะ ข้าพเจ้าว่า วัดเขาพยายามสอนให้คนนำหลักธรรมง่าย ๆ ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันค่ะ เช่นการเข้าใช้ห้องน้ำก็ต้องเช็ดให้แห้งเสมอ ให้เปลี่ยนรองเท้า ฝึกให้เขารับผิดชอบการกระทำของตัวเอง และห่วงใยผู้อื่นด้วยค่ะ ก็ยังไม่เห็นที่ไหนเขาทำกันแบบนี้นะคะ แต่ทุกคนที่ไปวัดก็มีศรัทธาไม่เท่ากันค่ะ บางคนก็แอบไปนั่งใต้ต้นไม้ในวัดก็มี เพราะต้นสนเยอะ ๆ นั้น ก็ร่มเย็นสบายดี หลวงพ่อท่านชวนลูกศิษย์ช่วยกันปลูกเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วค่ะ จริง ๆ หลักการของวัดก็สอนเหมือนวัดในอดีตนะคะ สอนแบบว่าให้รักวัด รักพระพุทธศาสนาค่ะ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นผู้ที่สอนได้ และฝึกได้อยากให้ทุกคนเข้าไปในวัดให้ได้สักครั้งในชีวิตค่ะ เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวันนี้ สักวันท่านก็ต้องไปวัดเมื่อเราหลับตาลาโลกค่ะ ไปวัดตอนเป็น ๆ ดีกว่าค่ะ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้านะคะ ถ้าเราดูแต่ภายนอก เราก็ไม่ได้สัมผัสของจริงสิคะ เหมือนเห็นกับข้าวแล้วไม่กล้าชิม ฟังแต่คนอื่นบอกก็ไม่เหมือนเราตัดสินใจชิมเองหรอกค่ะ เราคนไทยเป็นพี่น้องกันค่ะ
 





วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปม 2 ยื้อการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

"เสนอมา แต่อย่าชี้แนะ” คำเด็ดรุกเผาไพ่ใบสุดท้าย สู่จุดจบของฝ่ายพาล (ภาคสมบูรณ์)
หนึ่งประโยค แต่พลิกทุกประโยค ทำให้วันนี้กลายเป็นประเด็นร้อนให้สื่อได้มีอะไรวิเคราะห์กัน เมื่อประเด็นของรถหรูโบราณเริ่มจุดไม่ติด นี้คือประเด็นใหม่ที่ถือว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่เหล่ากลุ่มคนตัว พ.วางแผนกันมาถึงทางตัน เพราะเจอคำโต้กลับอย่างทันควัน เผาเอาจนไหม้เลยทีเดียว กับคำพูดการโต้กลับของท่านวิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของบิ๊กตู่ กรณีสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินกล้าบิดเบือนคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติ มส. ทำเอาผู้ตรวจการแผ่นดินชะงักงัน แบบว่าเก้าอี้ร้อนเลยล่ะกันครับ เรื่องก็เกิดมาจากคนตัว พ.ไพบูลย์เป็นคนยื่นเรื่องนี้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดคำวินิจฉัย เกี่ยวกับ มติ มส. ในการเสนอนาม สมเด็จวัดปากน้ำ ขึ้นทูลเกล้า ฯ เป็นพระสังฆราชในลักษณะว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ตรวจการก็รับลูกเอาเฉย ๆ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ขอบเขตหน้าที่ของตนเลย เพราะการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะตรวจสอบเรื่องใดได้นั้น ต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมของหน่วยราชการหรือผู้มีคำสั่งใด ที่มีผู้อ้างว่าคำสั่งใด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องมีผู้ร้องเรียน และผู้ร้องเรียนนั้นต้อง "เป็นผู้เสียหาย เพราะคำสั่งนั้น ๆ " นี่คือเหตุผลแรก ซึ่งคุณไพบูลย์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายแน่นอน เพราะไม่เคยรักในพระพุทธศาสนาแต่คอยมุ่งโจมตีพระให้เสื่อมเสียแต่กลับร้อนตัวร้องแทนใครก็ไม่รู้ และอีกอย่างกระบวนการนี้ เป็นกระบวนการขั้นตอน เพื่อเสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในการประชุมของมหาเถรสมาคม เพื่อลงมติ จึงไม่ใช่ "คำสั่ง" หรือการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายแต่อย่างใดดังนั้น ข้อนี้ จึงไม่อยู่ในข้อ "รับวินิจฉัยของ ผู้ตรวจการแผ่นดิน แปลว่าผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังทำผิดหน้าที่อย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งการผลการวินิจฉัยที่ออกมาทำเหมือนตนไม่มีความรู้ด้านกฎหมายขนาดเด็กชั้นประถม มัธยม อ่านมาตรา 7 แล้วยังชัดและเข้าใจเลย แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ ลองมาทบทวนอีกครั้ง มาตรา  7  "ให้นายกรัฐมนตรี โดยการเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้า ฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช...."
ผมว่าคนไทยทั่วโลกอ่านแล้วเข้าใจ แต่ทำไมพอท่านผู้ตรวจการแผ่นดินอ่านแล้วงงและสับสน ไปพิจารณาว่าต้องให้นายกเป็นคนเสนอชื่อให้ พศ. มีใครที่ไหนครับจะให้ฆราวาสมาตั้งสังฆราช พระสงฆ์ในธรรมวินัยเองเท่านั้นครับ ต้องลงมติเลือกสงฆ์องค์ใดขึ้นเป็นผู้ปกครองเอง ถ้าอย่างนั้นพระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ ทรงต้องใช้พระราชวินิจฉัยอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วนสถาปนาสังฆราชโดยพระองค์เองแล้ว แต่นี้เป็นเพราะพระองค์ทรงเคารพในการตัดสินของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรที่สูงสุดของคณะสงฆ์ไทย และที่กล่าวมาข้างต้นนี้เมื่อเทียบเคียงกับศาสนาอื่น เช่น ศาสนาอิสลาม ขั้นตอน กระบวนการก็เป็นลักษณะเดียวกันกับพุทธศาสนา ซึ่งระบุชัดในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ หมวด ๑ มาตรา ๖ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีคนหนึ่ง เพื่อเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทยให้นายกรัฐมนตรีนำชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรี ข้อมูลทั้งหมดจึงเป็นการสนับสนุนคำกล่าวที่ท่านวิษณุ เครืองาม อย่างแท้จริง
การออกมาโต้คำชี้แนะของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเป็นการถูกต้องและปฏิบัติตามจารีตประเพณีอันดีงามที่สังฆมณฑลและพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ได้ปฏิบัติสืบต่อมาอย่างยาวนาน และนี้จึงเป็นเหตุทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินกันยกใหญ่ ถึงการปฏิบัติหน้าที่ยังมิชอบ ล่วงล้ำข่ายการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงานของรัฐที่ต้องมุ่งรักษาความยุติธรรมและจึงไม่แปลกใจที่ประชาชนเริ่มสับสนการทำงานของหน่วยงานนี้จริง ๆ ว่าทำอะไร และมีความจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องมีหน่วยงานนี้อยู่ แล้วใครคือผู้ตัดสิน แต่สุดท้ายใครจะว่าอย่างไร จะไปฟังน้ำหนักในส่วนไหน แต่อย่างไร เราขอสนับสนุนการตัดสินใจจากคนดีอย่างคุณ
ขอบคุณข้อมูลจากพระเดชพระคุณพระโสภณพุทธิวิเทศ (ท่านเจ้าคุณเบอร์ลิน)

ถิ่นธรรม ถิ่นไทย

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

จุดจบของนักรบที่ถูกครอบงำด้วยอวิชชา

จุดจบของนักรบ
            จากการที่พระไตรปิฎกของเรานั้น เป็นคลังของสรรพวิชา เป็นขุมทรัพย์
แห่งความรู้อย่างแท้จริง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง จึงย้ำนักย้ำหนาให้
ศึกษาพระไตรปิฎกให้ดี(นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมงุนงงสงสัย พวกที่บอก
ว่าวัดพระธรรมกายสอนผิด ๆ ตั้งแต่ผมเข้าวัดมาหลายสิบปี ท่านก็สอน
แต่ให้ผมอ่านพระไตรปิฏก) ด้วยความเคารพในครูบาอาจารย์ หากมีเวลา
ผมจึงไม่พลาดที่จะคว้าพระสูตรขึ้นมาอ่าน
            ดูสารบัญแล้วเห็นว่าช่วงนี้มีเรื่องรบรากัน เลยหาดูว่าจะมีเรื่องอะไร
ที่เกี่ยวข้องกับการรบบ้างไหมแล้วก็พบพระสูตรที่น่าสนใจ ชื่อว่า
                        โยธาชีวสูตร ว่าด้วยปัญหาของนักรบอาชีพ
            กล่าวโดยย่อ พระสูตรนี้เป็นเรื่องของนักรบอาชีพ เข้าไปถามพระพุทธองค์
ว่า พวกอาจารย์รุ่นก่อน ๆ ของตนล้วนแต่บอกว่า หากนักรบคนใดมุ่งมั่นฆ่าคน
ให้มากยิ่งมากเท่าไร เมื่อตายไปจะได้ไปเป็นสหายของเทวดา ในเรื่องนี้พระองค์
มีความเห็นอย่างไร พระบรมศาสดาก็นิ่งไม่ตอบ ห้ามอยู่ จนกระทั่งครั้งที่ 3
พระองค์เห็นว่าอยากรู้นักใช่ไหม เลยตอบให้ชัด ๆไปเลยว่า ลองคิดดูนะว่า หาก
ใครที่คิดจะฆ่าผู้อื่น ต้องตั้งจิตไม่ดีไว้แล้วว่าจะฆ่าเขาอย่างไร จะฟัน จะแทง จะ
ทรมาน จะใช้อาวุธอะไร ทำวิธีไหน รับรองตายไปมีคติแค่สองคือ นรก กับ
การมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
            พอพระบรมศาสดาตรัสเสร็จ นักรบอาชีพท่านนี้ น้ำตาไหลพราก ๆ
เสียอกเสียใจว่าถูกคนรุ่นก่อน ๆ หลอกลวง  เกิดความซาบซึ้งในธรรมะของ
พระองค์ว่าประดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด จุดประทีปในที่มืด บอก
ทางแก่คนหลงทาง ว่าแล้วก็เลยขอถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต
            อ่านเรื่องราวจบ ภาพที่เกิดในใจของผมคือ การรบอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ปล่าวครับ ไม่ใช่การรบในสนามรบทั่วไป ไม่ได้ใช้ปืนผา
หน้าไม้ แต่เป็นการรบในกระดานชนวนอิเลคทรอนิค(ก็คอมพิวเตอร์นี่แหละ)
ผมนึกถึงนักรบที่ถูกพรรคพวกหลอกว่า ให้กล่าวร้ายพระสงฆ์ ให้ห้ำหั่นคน
ที่ไม่เห็นด้วยกับตน ยิ่งเล่นงานได้หลาย ๆ องค์ยิ่งเป็นการดี ใช้คำหยาบคาย
ด่าว่าพระสงฆ์ มีการเปรียบเปรยราวท่านไม่ใช่มนุษย์ ทั้งที่ท่านเป็นผู้มีศีล
มากกว่าตนไม่รู้กี่เท่า บางคนก็ทะนงตนว่ามีความรู้มากกว่า บางคนก็ทะนง
ตนว่าตนเองมีศักดิ์มีฐานะที่สูงกว่า บางคนแม้กายจะเป็นพระแต่การกระทำ
กลับสวนทางเพศภาวะของตน แล้วยังกล้าประกาศตนจ้วงจาบพระมหาเถระ
สนับสนุนผู้ทำผิด บางคนก็กล้าให้ร้าย กล่าวคำเท็จต่อครูบาอาจารย์ในที่
สาธารณะโดยปราศจากความละอาย  บางคนก็ใช้ความน่าเชื่อถือว่าตนเอง
จบกฎหมายออกมาชี้นำสังคมให้เห็นผิด บางพวกเมื่อถูกยกว่าเป็นปราชญ์
ก็เลยทะนงตน ออกมาถล่มพระผู้ใหญ่อุตลุด
            ผมนึกถึงภาพว่าบุคคลเหล่านี้ แต่ละวันแต่ละคืนที่ล่วงผ่านไป คง
จะคิดแต่วิธีการ คิดแต่คำพูดที่จะมาจัดการชี้นำสังคมให้เห็นผิดตามไปด้วย
ในใจนั้นคงสั่งสมความหมองมากเข้ามากเข้าไปทุกที  หรือบางคนคงไม่ใช่
หมองแล้ว คงเป็นความมืดดำ จนยากจะเกินเยียวยา
            นักรบในพระสูตรยังมีบุญที่ได้พบพระบรมศาสดา ได้มีโอกาสฟัง
ธรรมแล้วตรองตาม จนเกิดสัมมาทิฏฐิ แต่นักรบที่ผมกำลังกล่าวถึงจะ
มีใครหนอ ไปชี้ทางสว่างให้ ว่าการกระทำนั้นมันบาปมหันต์ในการที่
ไปว่าร้ายผู้มีศีลมากกว่าตน ใครหนอจะเป็นผู้ไปเขี่ยเอาธุลีในดวงตาให้
หลุดออกไปได้
            เป็นห่วงครับ เป็นห่วงจริง ๆ ว่าจุดจบของชีวิตหลังความตาย มีคติน่ากลัวครับ น่ากลัวยิ่งกว่านักรบในพระสูตรเสียอีก


ปรัศนี

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

เรารักพระพุทธเจ้า

มาวัดพระธรรมกายครั้งแรกได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2523 ข้าพเจ้าได้เดินทางตามเพื่อนมาที่งานฉลองอุโบสถวัดพระธรรมกาย มาได้เพราะเห็นเพื่อนใส่กระโปรงสีขาว ถามเขาว่าไปไหน เขาบอกไปวัด ก็ดีใจขอไปด้วย ไม่เห็นหน้าวัดพระธรรมกาย ไม่เห็นหน้าเจ้าอาวาส ไม่เห็นป้ายวัดพระธรรมกาย แต่ไปอยู่ในครัวล้างจานทั้งวัด สนุกดี ได้ยินเสียงหลวงพ่อธัมมชโยอย่าเดียว